top of page
  • Linkedin
ค้นหา

ทำความเข้าใจผู้ถือหุ้นตัวแทน ในประเทศไทย: ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ความเสี่ยงทางธุรกิจ และโครงสร้างการถือหุ้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

  • รูปภาพนักเขียน: Ransun Accounting
    Ransun Accounting
  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยดึงดูดผู้ประกอบการ บริษัทข้ามชาติ สตาร์ทอัพ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย แรงงานที่มีทักษะ และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งและขยายธุรกิจ

แม้ว่าประเทศไทยจะเปิดกว้างและส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ แต่ก็ยังมีการกำกับดูแลการถือครองธุรกิจของชาวต่างชาติในบางประเภทธุรกิจภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act B.E. 2542) ซึ่งกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นและการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว


หนึ่งในประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว คือ การใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee Shareholders) นักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนเพื่อให้เป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้นที่กฎหมายกำหนด เป็นแนวทางที่ถูกต้องและสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทนในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงกฎหมายและก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายและทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ


าเสียดายที่ความเข้าใจผิดดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว นักลงทุนต่างชาติบางรายได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือจากคนรู้จักว่า เพียงให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 51 ของบริษัท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดและเป็นผู้บริหารกิจการ ก็จะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายได้

อย่างไรก็ตาม แม้โครงสร้างดังกล่าวอาจดูเหมือนถูกต้องตามเอกสารการจดทะเบียน แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานภาครัฐของไทยไม่ได้พิจารณาเพียงสัดส่วนการถือหุ้นที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นเท่านั้น หากยังพิจารณาถึง ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง (Beneficial Ownership) และ การควบคุมกิจการ (Control) ของบริษัทด้วย


หากผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในนาม (Nominee) ที่ถือหุ้นแทนนักลงทุนต่างชาติโดยไม่ได้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือไม่มีส่วนร่วมในการลงทุนและรับความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างแท้จริง โครงสร้างดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็น การใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee Shareholder Arrangement) ซึ่งถือเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย และอาจมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง




ผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee Shareholder) คือบุคคลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นเพื่อประโยชน์ของตนเองอย่างแท้จริง หากแต่ถือหุ้นแทนบุคคลอื่นตามข้อตกลงส่วนตัว โดยทั่วไปแล้ว การจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นตัวแทนในประเทศไทยมักเกี่ยวข้องกับการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างภาพว่าบริษัทมีผู้ถือหุ้นคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีอำนาจในการบริหารจัดการ และควบคุมกิจการโดยแท้จริง ผู้ถือหุ้นตัวแทนอาจมีการลงทุนในบริษัทเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีการลงทุนเลย และมักดำเนินการตามคำสั่งของนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แม้เอกสารของบริษัทจะแสดงว่าคนไทยถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่หากความเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่กับบุคคลอื่น โครงสร้างดังกล่าวอาจถือว่าผิดกฎหมาย หากมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว


กรอบกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลผู้ถือหุ้นตัวแทนในประเทศไทยกำหนดไว้เป็นหลักใน พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 36 ของกฎหมายดังกล่าวห้ามมิให้บุคคลสัญชาติไทย บริษัทไทย หรือบุคคลอื่นใด ให้ความช่วยเหลือแก่คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจที่กฎหมายจำกัดไว้ โดยการเป็นผู้ถือหุ้นตัวแทน หรือใช้วิธีการใด ๆ ที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมาย วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ คือเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยมีโครงสร้างการถือหุ้นที่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างแท้จริง ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงไม่ได้พิจารณาเพียงเอกสารการจดทะเบียนบริษัทเท่านั้น แต่ยังตรวจสอบว่าผู้ถือหุ้นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนเป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงหรือไม่


นักลงทุนต่างชาติจำนวนมากมักตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยมีนโยบายสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศกับการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวได้กำหนดประเภทธุรกิจบางประเภทที่คนต่างด้าวไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเสรี หรือจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากภาครัฐ แม้ว่าหลายอุตสาหกรรมจะเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่บางธุรกิจจำเป็นต้องได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) การอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรืออาจได้รับการยกเว้นภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุน เช่น สิทธิประโยชน์จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ข้อจำกัดเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งรักษาโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทย


แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดข้อห้ามไว้อย่างชัดเจน แต่ในอดีตนักลงทุนต่างชาติบางรายยังคงใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นตัวแทน เนื่องจากมองว่าเป็นวิธีการจัดตั้งบริษัทที่สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ บางคนเชื่อว่าการแต่งตั้งเพื่อน พนักงาน หรือสมาชิกในครอบครัวที่เป็นคนไทยให้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นเพียงพิธีการทางเอกสารเท่านั้น ขณะที่บางรายเข้าใจว่าหน่วยงานของรัฐจะตรวจสอบเพียงสัดส่วนการถือหุ้นที่ปรากฏในเอกสารจดทะเบียนบริษัท โดยไม่ตรวจสอบผู้เป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของกิจการ มากกว่ารูปแบบที่ปรากฏในเอกสารของบริษัท


เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท หน่วยงานของรัฐจะพิจารณาปัจจัยหลายประการ หนึ่งในคำถามแรกที่อาจมีการสอบถามคือ ใครเป็นผู้จัดหาเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้น โดยปกติแล้ว ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงจะต้องใช้เงินของตนเองในการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงทางการเงินจากการลงทุนนั้น หากนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้จัดหาเงินทั้งหมด ขณะที่ผู้ถือหุ้นชาวไทยเพียงนำชื่อมาใช้ในการถือหุ้น หน่วยงานอาจสรุปได้ว่าเป็นการถือหุ้นแทน (Nominee Shareholding) เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารประกอบ เช่น รายการเดินบัญชีธนาคาร สัญญาเงินกู้ บันทึกทางบัญชี และหลักฐานแสดงแหล่งที่มาของเงินลงทุน เพื่อพิสูจน์ว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่แท้จริง


หน่วยงานของรัฐอาจตรวจสอบความสามารถทางการเงินของผู้ถือหุ้นชาวไทยด้วย หากบุคคลที่มีรายได้เพียงเล็กน้อยกลับถือหุ้นมูลค่าสูงในบริษัทโดยไม่สามารถอธิบายแหล่งที่มาของเงินลงทุนได้อย่างสมเหตุสมผล ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงหรือไม่ ในทำนองเดียวกัน หากผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่เคยเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ใช้สิทธิออกเสียง ไม่ได้รับเงินปันผล หรือไม่มีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ หน่วยงานกำกับดูแลอาจตั้งข้อสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้มีสิทธิและหน้าที่ตามปกติของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง


การควบคุมการดำเนินงานประจำวันของบริษัทก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่หน่วยงานของรัฐใช้พิจารณา เจ้าหน้าที่มักตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ลงนามในสัญญา เจรจากับลูกค้าและผู้จำหน่าย อนุมัติการชำระเงิน จ้างพนักงาน บริหารบัญชีธนาคาร และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของบริษัท หากการตัดสินใจที่สำคัญทั้งหมดดำเนินการโดยนักลงทุนต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่มีบทบาทที่มีนัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ หน่วยงานอาจเห็นว่า ผู้ถือหุ้นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนไม่ใช่เจ้าของกิจการที่แท้จริง โดยภาพรวมของการดำเนินธุรกิจมักมีความสำคัญมากกว่าสัดส่วนการถือหุ้นที่ปรากฏในเอกสารทางราชการ


โครงสร้างผู้ถือหุ้นตัวแทนมักเกี่ยวข้องกับเอกสารเพิ่มเติมที่สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเป็นเจ้าของที่แท้จริง เช่น การให้ผู้ถือหุ้นชาวไทยลงนามในแบบโอนหุ้นล่วงหน้าโดยยังไม่กรอกข้อมูล การลงนามในหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการโดยไม่ระบุวันที่ การทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นแทน หรือการตกลงโอนหุ้นเมื่อใดก็ตามที่มีการร้องขอ แม้ว่าหน่วยงานจะพิจารณาแต่ละกรณีตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี แต่การมีข้อตกลงหรือเอกสารลักษณะดังกล่าวอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ถือหุ้นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนไม่ได้มีสิทธิความเป็นเจ้าของหรืออำนาจควบคุมหุ้นของตนอย่างอิสระ


ผลทางกฎหมายจากการใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทนอาจมีความร้ายแรง ทั้งนักลงทุนต่างชาติและผู้ถือหุ้นตัวแทนชาวไทยอาจต้องรับผิดทางอาญา หากหน่วยงานของรัฐเห็นว่าโครงสร้างดังกล่าวมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทั้งนี้ บทลงโทษอาจรวมถึงการปรับเป็นจำนวนเงินสูง การจำคุก การสั่งให้บริษัทหยุดประกอบธุรกิจที่กฎหมายจำกัด การบังคับให้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น การเพิกถอนใบอนุญาต และมาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ นอกจากบทลงโทษตามกฎหมายแล้ว บริษัทที่ดำเนินธุรกิจผ่านโครงสร้างผู้ถือหุ้นตัวแทนที่ผิดกฎหมายอาจได้รับผลกระทบทางธุรกิจอย่างรุนแรง สูญเสียความน่าเชื่อถือ และประสบปัญหาในการขออนุมัติจากหน่วยงานของรัฐหรือการขอสินเชื่อในอนาคต


สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ การมีผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่ได้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยตัวของมันเอง ในประเทศไทยมีบริษัทจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจโดยมีผู้ถือหุ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผู้ถือหุ้นชาวไทยต้องเป็นผู้ลงทุนที่แท้จริง ลงทุนด้วยเงินของตนเอง ใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างอิสระ ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการลงทุน และมีส่วนร่วมในบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นของตน การร่วมลงทุนกับหุ้นส่วนชาวไทยโดยสุจริตจึงมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว


โชคดีที่นักลงทุนต่างชาติยังมีทางเลือกที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายประการในการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการ นักลงทุนอาจยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License) ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อาจได้รับสิทธิในการถือหุ้นส่วนใหญ่หรือถือหุ้นทั้งหมด พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ นักลงทุนบางรายอาจได้รับสิทธิภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือกฎหมายส่งเสริมการลงทุนอื่น ๆ นอกจากนี้ การร่วมลงทุนกับหุ้นส่วนชาวไทยที่ลงทุนจริงและมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการอย่างแท้จริง ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและสามารถประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจได้


การปฏิบัติตามกฎหมายบริษัทของไทยไม่ได้สิ้นสุดเพียงการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ธุรกิจควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้ถือหุ้นทุกคนได้ลงทุนจริงและมีหลักฐานทางการเงินรองรับ มีการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง จัดประชุมผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการบริษัทตามกฎหมาย จัดเก็บทะเบียนและเอกสารสำคัญของบริษัทอย่างครบถ้วน และดำเนินกิจการตามหลักธรรมาภิบาล โครงสร้างการถือหุ้นที่มีความโปร่งใสไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ธนาคาร นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และคู่ค้าทางธุรกิจอีกด้วย


นักลงทุนต่างชาติควรตระหนักด้วยว่า การปฏิบัติตามกฎหมายบริษัทเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงในช่วงการจัดตั้งบริษัทเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การเพิ่มทุน การแต่งตั้งกรรมการ การจัดทำบัญชี การยื่นงบการเงิน การปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และการกำกับดูแลกิจการ ล้วนต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและกฎหมายก่อนตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัท จะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่มีค่าใช้จ่ายสูง และลดโอกาสในการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต


ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจที่ดีสำหรับนักลงทุนจากทั่วโลก และมีบริษัทต่างชาติจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จภายใต้กรอบกฎหมายของไทย กุญแจสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว คือ การเลือกใช้โครงสร้างการถือหุ้นที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย แทนการพึ่งพาแนวทางที่อาจดูสะดวกในระยะสั้น แต่สร้างความเสี่ยงทางกฎหมายโดยไม่จำเป็น การวางแผนที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยสร้างความมั่นใจ คุ้มครองการลงทุน และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน


ที่ แรนซัน แอคเค้าน์ติ้ง เราให้บริการแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุนต่างชาติ ธุรกิจ SMEs และบริษัทข้ามชาติ ในด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท การวางโครงสร้างผู้ถือหุ้น การจัดทำบัญชี การวางแผนและปฏิบัติตามกฎหมายภาษี การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของบริษัท ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจอย่างครบวงจร ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบโครงสร้างการถือหุ้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายไทยไม่ว่าคุณกำลังจัดตั้งบริษัทใหม่ หรือกำลังทบทวนโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทที่มีอยู่ การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยปกป้องการลงทุนของคุณ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสนับสนุนความสำเร็จของธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว

 
 
 

ความคิดเห็น


ติดต่อเรา

อาคารสินชัย, พระราม 3 ซอย 12, แขวงบางโคล่, เขตบางคอแหลม, กรุงเทพมหานคร 10120

โทร. +66-96-096-4616

อีเมล. info@ransunaccounting.com

© 2024 by บริษัท แรนซัน แอคเค้าน์ติ้ง จำกัด 

bottom of page