คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่ายประเทศไทย 2026: กฎและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายฉบับสมบูรณ์สำหรับธุรกิจและชาวต่างชาติในประเทศไทย
- Ransun Accounting

- 22 มิ.ย.
- ยาว 2 นาที
การทำความเข้าใจ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax: WHT) ของประเทศไทย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบริษัท ธุรกิจต่างชาติ SMEs สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ในแต่ละปีมีผู้ประกอบการจำนวนมากค้นหาคำว่า “อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายประเทศไทย 2026”, “ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไรในประเทศไทย”, “ภ.ง.ด.53 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย”, “ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย”, “วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทย” และ “WHT ในประเทศไทยสำหรับค่าบริการ” ไม่ว่าคุณจะดำเนินธุรกิจที่ปรึกษา ร้านอาหาร ธุรกิจการค้า บริษัทบัญชี เอเจนซี่ดิจิทัล บริษัทอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจระหว่างประเทศในกรุงเทพฯ การเข้าใจกฎภาษีหัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ปัญหากับกรมสรรพากร และการถูกปฏิเสธค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax: WHT) ของประเทศไทย คือระบบภาษีที่มีการหักภาษี ณ แหล่งที่จ่ายเงิน กล่าวคือ แทนที่ผู้รับเงินจะเป็นผู้ชำระภาษีในภายหลัง บริษัทหรือบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินจะทำการหักภาษีบางส่วนจากยอดเงินที่ต้องจ่ายก่อน แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรไทยในนามของผู้รับเงิน
ดังนั้น ธุรกิจจึงมีหน้าที่ในการหักภาษีในอัตราที่ถูกต้อง ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นแบบภาษีรายเดือนให้ครบถ้วน โดยทั่วไปการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะดำเนินการผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.54 ขึ้นอยู่กับประเภทของการจ่ายเงินและประเภทของผู้รับเงิน

หนึ่งในภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยคือภาษีเงินเดือนและรายได้จากการจ้างงาน โดยนายจ้างที่จ่ายเงินเดือนให้พนักงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะต้องทำการหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือนภายใต้แบบ ภ.ง.ด.1 ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าในประเทศไทย ตั้งแต่ 0% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ต่อปี พนักงานต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยและมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) โดยทั่วไปจะอยู่ภายใต้กฎการหักภาษีเงินเดือนเช่นเดียวกับพนักงานชาวไทย นายจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการหักและนำส่งภาษีเงินเดือนรายเดือนให้แก่กรมสรรพากรอย่างถูกต้องและตรงตามกำหนด
สำหรับธุรกิจที่จ่ายค่าบริการให้ผู้ให้บริการ ที่ปรึกษา ฟรีแลนซ์ นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี ทนายความ สถาปนิก วิศวกร หรือเอเจนซี่การตลาด โดยทั่วไปจะมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องปฏิบัติ ในกรณีส่วนใหญ่ ค่าบริการทั่วไปและค่าบริการวิชาชีพจะอยู่ภายใต้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายประมาณ 3% ไม่ว่าจะจ่ายให้บริษัทไทยหรือผู้ให้บริการรายบุคคล ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจในกรุงเทพฯ ว่าจ้างนักบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ หรือผู้ให้บริการภายนอก บริษัทผู้จ่ายเงินอาจต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดค่าบริการก่อนชำระเงินจริง และนำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.53
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานโฆษณาและการส่งเสริมการขาย โดยทั่วไปจะใช้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต่ำกว่า โดยค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าบริการเอเจนซี่ ค่าซื้อสื่อ (Media Placement) และค่าแคมเปญส่งเสริมการขาย มักอยู่ภายใต้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายประมาณ 2%
ในขณะเดียวกัน บริการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น ค่าขนส่งสินค้า ค่าขนส่งสินค้า (Freight) และบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยทั่วไปจะอยู่ภายใต้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายประมาณ 1% ดังนั้นการจำแนกประเภทค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก โลจิสติกส์ หรือซัพพลายเชน เพื่อให้การคำนวณภาษีถูกต้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร
ริษัทที่มีการเช่าสำนักงาน คลังสินค้า อาคารพาณิชย์ หรืออุปกรณ์ในประเทศไทย ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าอย่างถูกต้อง โดยในหลายกรณี ค่าเช่าสำนักงานและค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จะอยู่ภายใต้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายประมาณ 5% ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจเช่าสำนักงานในกรุงเทพฯ บริษัทผู้เช่าอาจมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากค่าเช่ารายเดือนก่อนทำการโอนเงินให้เจ้าของทรัพย์สิน หลายธุรกิจ SME มักมองข้ามข้อกำหนดนี้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางภาษีเมื่อมีการตรวจสอบจากกรมสรรพากรในภายหลัง
อีกหนึ่งประเภทภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่สำคัญคือเงินปันผล โดยทั่วไปบริษัทในประเทศไทยที่มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนการจ่ายเงิน ซึ่งมักใช้กับทั้งผู้ถือหุ้นชาวไทยและชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) อาจช่วยลดอัตราภาษีลงได้ ขึ้นอยู่กับประเทศที่ผู้ถือหุ้นมีถิ่นที่อยู่ทางภาษี
สำหรับรายได้ดอกเบี้ย การจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของเงิน โดยดอกเบี้ยที่จ่ายโดยบริษัทหรือสถาบันการเงินอาจอยู่ภายใต้อัตรา 1% ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมักอยู่ภายใต้อัตรา 15% เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน บริษัทที่มีเงินฝากจำนวนมาก และบุคคลที่มีรายได้จากดอกเบี้ยในประเทศไทย
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ การใช้ซอฟต์แวร์ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือข้อตกลงแฟรนไชส์ ควรเข้าใจภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างถูกต้อง โดยทั่วไป ค่าลิขสิทธิ์และค่าการใช้สิทธิในประเทศไทยมักอยู่ภายใต้อัตรา 3% สำหรับธุรกรรมในประเทศ ในขณะที่การจ่ายไปต่างประเทศอาจมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสนธิสัญญาภาษีและสถานะของผู้รับเงิน
สำหรับรางวัลจากการแข่งขัน เงินรางวัล กิจกรรมส่งเสริมการขาย และการแสดงสาธารณะ ประเทศไทยโดยทั่วไปใช้อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายประมาณ 5% บริษัทที่จัดกิจกรรม โปรโมชั่น การแข่งขัน หรือกิจกรรมด้านบันเทิง ควรหักภาษีให้ถูกต้องก่อนจ่ายเงินให้ผู้ชนะหรือผู้แสดง
ธุรกิจต่างชาติหลายแห่งยังมีคำถามว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทยใช้กับการจ่ายเงินไปต่างประเทศหรือไม่ ในหลายกรณี คำตอบคือ “ใช่” การจ่ายเงินให้บริษัทต่างประเทศสำหรับบริการที่ปรึกษา บริการทางเทคนิค ค่าบริหาร ค่าลิขสิทธิ์ ค่าซอฟต์แวร์ และบริการมืออาชีพ อาจอยู่ภายใต้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทย โดยอัตราภาษีมาตรฐานสำหรับการจ่ายไปต่างประเทศมักอยู่ที่ 10% สำหรับเงินปันผล 15% สำหรับค่าลิขสิทธิ์ 15% สำหรับดอกเบี้ย และประมาณ 15% สำหรับบริการทางเทคนิคและบริการทั่วไป อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวอาจลดลงได้ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างประเทศไทยและประเทศผู้รับเงิน เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และเยอรมนี หากมีการยื่นเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Tax Residency Certificate: TRC) อย่างถูกต้อง
หนึ่งในข้อกำหนดที่มักถูกมองข้ามคือการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ธุรกิจจะต้องออกเอกสารดังกล่าวให้แก่ผู้ขาย ผู้ให้บริการ เจ้าของทรัพย์สิน ที่ปรึกษา ผู้รับจ้าง หรือพนักงาน เพื่อให้ผู้รับสามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล การไม่มีหรือออกเอกสารไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดข้อพิพาท ปัญหาทางบัญชี และความผิดพลาดในการยื่นภาษี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในบริษัทต่างชาติและ SME ในประเทศไทยคือการไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือใช้อัตราภาษีที่ไม่ถูกต้อง หลายธุรกิจมักจ่ายเงินเต็มจำนวนโดยไม่ทราบว่าการจ่ายค่าเช่า ค่าที่ปรึกษา ค่าทนายความ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ให้บริการต่างประเทศอาจต้องหักภาษีก่อน เมื่อมีการตรวจสอบจากกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจนำไปสู่การประเมินภาษีย้อนหลัง ค่าปรับ ดอกเบี้ย และการปฏิเสธค่าใช้จ่ายทางภาษี
ในปี 2026 ประเทศไทยยังคงเพิ่มความเข้มงวดด้านการปฏิบัติตามภาษีและระบบรายงานดิจิทัล ทำให้การยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างถูกต้องมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลการจ่ายเงิน ใบแจ้งหนี้ ข้อมูลผู้ขาย หนังสือรับรองการหักภาษี และเอกสารการยื่นภาษีรายเดือนอย่างครบถ้วนเพื่อแสดงการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีไทย
ที่บริษัท แรนซัน แอคเค้าน์ติ้ง จำกัด เราช่วยธุรกิจต่างชาติ สตาร์ทอัพ SMEs และผู้ประกอบการในการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทย การยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 บริการบัญชีรายเดือน การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม การวางแผนภาษีนิติบุคคล และการจัดทำบัญชีในกรุงเทพฯ ไม่ว่าคุณจะจ่ายเงินให้ผู้ขาย เจ้าของทรัพย์สิน ที่ปรึกษา หรือผู้ให้บริการต่างประเทศ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยให้การปฏิบัติตามภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทย อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2026 การยื่น ภ.ง.ด.53 ในกรุงเทพฯ นักบัญชีสำหรับชาวต่างชาติ หรือบริการด้านภาษีรายเดือนในประเทศไทย บริษัท แรนซัน แอคเค้าน์ติ้ง พร้อมช่วยให้การจัดการภาษีของคุณง่ายขึ้นและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ




ความคิดเห็น